การศึกษาเกณฑ์ในการปันส่วนต้นทุนค่าไฟฟ้าแยกตามประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า
收藏资源简介:
การตั้งราคาค่าไฟฟ้าเรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทเรียกเก็บตามปริมาณการใช้ไฟฟ้ายังไม่สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนส่วนการใช้กำลังไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(PEAK) ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเพราะการเกิด PEAK มากๆจนมีแนวโน้มที่จะสูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องทำการสำรองกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงและใช้ระยะเวลานานในการก่อสร้างหรือการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการทำให้เกิด PEAK แล้วจึงทำการพิจารณาแบ่งประเภทต้นทุนออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ผู้ใช้ไฟฟ้ารับภาระเท่ากันและส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิด PEAK ซึ่งต้นทุนส่วนนี้จะต้องทำการปันส่วนตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดขึ้นมา โดยเกณฑ์ที่คัดเลือกขึ้นมาแบ่งเป็น 2 มุมมองแบ่งย่อยได้ 4 เกณฑ์ มุมมองแรกคือการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าอัตราปกติมี 1 เกณฑ์คือปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมตลอดทั้งปี ส่วนมุมมองที่สองคือการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าแบบ TOU มี 3 เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด,สัดส่วนการเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดรวม,ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเทียบกับมติ กกพ. จากนั้นนำเกณฑ์ที่ได้มาทำการวิเคราะห์ความไวต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มจากการให้ค่าน้ำหนักแต่ละเกณฑ์เท่ากัน 1:1:1:1 เพื่อดูแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงของแต่ละเกณฑ์ว่าเกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใดบ้าง จากนั้นนำมาวัดผลโดยพิจารณาว่าเกณฑ์ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคืออัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับ PEAK ซึ่งถ้าเพิ่มค่าน้ำหนักให้กับเกณฑ์นี้มากๆก็จะช่วยให้ผุ้ใช้ไฟฟ้าได้รับผลกระทบน้อยลง
现行针对电力用户的按量计费电价机制,未能体现催生峰值用电(PEAK)的电力使用成本。峰值用电是至关重要的影响因素:若峰值用电规模过高,甚至超出现有发电产能,则发电侧需通过投资建设高成本、长建设周期的新建电厂,或从境外采购电力的方式储备应急发电能力。因此,为使电价能够准确反映峰值用电产生的相关成本,本次研究将总成本拆分为两类:一是全体电力用户均等承担的基础成本,二是与峰值用电产生直接相关的附加成本,后者需按照研究者预先设定的分摊规则进行分配。本次研究筛选出两类评估视角,共细分为4项评估标准:第一类为统一电价模式,仅包含1项标准,即全年总用电量;第二类为分时电价(Time-of-Use, TOU)模式,包含3项相关标准:峰值用电需求、总峰值用电占比、用户用电行为与泰国电力局(กกพ.)基准的偏差。随后以各标准权重均等(1:1:1:1)的方式开展敏感性分析,以观测各项标准对不同类型电力用户产生的收益变化趋势。后续通过评估验证得出:对电力用户影响最小的定价维度,是与峰值用电相关的权重系数;若大幅提升该类标准的权重占比,则可进一步降低用户所承受的影响。



