five

การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกลไกและแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาโครงการก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์

收藏
DataCite Commons2024-09-13 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.650
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ประชาคมโลกหาแนวทางดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังพิจารณาได้จากการกำหนดกลไกในเรื่องสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นกลไกและมาตรการที่สำคัญในพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งออกตามความในข้อ 24 แห่งอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) โดยมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัฐภาคี หากรัฐใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกำหนดจะต้องซื้อสิทธิจากรัฐอื่นที่มีสิทธิเหลือเพื่อมาหักลบกับสิทธิที่ตนได้ปล่อยเกินไป รวมถึงรัฐภาคีสามารถดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สามารถเข้าร่วมในการจัดตั้งโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในรัฐ และสามารถนำคาร์บอนเครดิตนั้นมาซื้อขายได้เช่นกัน สำหรับประเทศไทยที่ได้ลงนามให้สัตยาบันในตราสารระหว่างประเทศทั้งสามฉบับ และได้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) ซึ่งมีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการให้คำรับรองหรือขึ้นทะเบียนโครงการที่เกี่ยวกับการซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย รวมถึงประเทศไทยได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ว่าจะมีการยกระดับการดำเนินการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศ และพร้อมทำทุกทางเพื่อให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปี พ.ศ.2564 ถึงปีพ.ศ.2573 ลดลงร้อยละ 40 และสามารถทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ภายในปีพ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ก่อนปีพ.ศ. 2608 ให้ได้ เนื่องด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันของประเทศไทย ไม่ได้กำหนดมาตรการส่งเสริมหรือการพัฒนาโครงการก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกองทุนเงินสนับสนุนในการจัดตั้งโครงการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังอยู่ในระหว่างเปิดเผยผลการรับฟังความเห็นจากประชาชนและรอคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี รวมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 ไม่ได้กำหนดถึงมาตรการจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกเช่นกันดังนั้น จากการศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์แล้วนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการ 1) ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยซึ่งได้กำหนดแนวทางในการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการสนับสนุนในเรื่องของกองทุนเงินสนับสนุนโครงการการลดก๊าซเรือนกระจก 2) เพิ่มอำนาจองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยให้สามารถกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากการดำเนินการใดๆ ในกรณีที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินที่กำหนด 3) เสนอให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 760) พ.ศ. 2566 ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนและระเบียบของกรมป่าไม้ที่มีการระบุว่าโครงการที่ผ่านการรับรองขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เท่านั้นจึงจะสามารถยื่นขอยกเว้นภาษี หรือขอแบ่งปันคาร์บอนเครดิตจากการปลูก บำรุง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าในพื้นที่ป่าไม้โดยแก้ไขเพื่อให้โครงการที่มีลักษณะเป็นตลาดคาร์บอนเครดิตทุกโครงการสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างครอบคลุม
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-09-13
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务