five

การศึกษาผลกระทบของการดำเนินงานตามหลัก ESG ต่อผลการดำเนินงานทางการเงินขององค์กร: กรณีศึกษาบริษัทพลังงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

收藏
DataCite Commons2026-02-27 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.243
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
งานวิจัยนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อมุ่งศึกษาและวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ระหว่างการดำเนินงานตามแนวทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social Governance, ESG) กับผลประกอบการทางการเงินของบริษัท (Corporate Financial Performance, CFP) โดยมีกรณีศึกษาที่เน้นเฉพาะเจาะจงในกลุ่มธุรกิจพลังงานของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสเทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive Technology) อย่างมีนัยสำคัญ ในบริบทโลกปัจจุบัน แนวคิด ESG ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับการสร้างความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การที่องค์กรให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน ESG นั้น มิได้จำกัดอยู่เพียงการตอบสนองต่อข้อกำหนดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาจึงประกอบด้วยการทำความเข้าใจแนวโน้ม (Trend Analysis) การดำเนินงาน ESG และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเชิงสถิติและผลกระทบของการดำเนินงาน ESG ต่อผลประกอบการทางการเงินของบริษัท การวิจัยนี้มีขอบเขตครอบคลุมการดำเนินงานตามหลักการ ESG ทั้ง 3 มิติ ได้แก่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) มิติสังคม (Social) และมิติธรรมาภิบาล (Governance) โดยข้อมูลเชิงปริมาณด้าน ESG ได้มาจากการประเมินคะแนน SET ESG Ratings ซึ่งจัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับช่วงข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ถึง พ.ศ. 2566 ส่วนผลประกอบการทางการเงิน หรือ CFP นั้น กำหนดให้วัดผลด้วยตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ 3 ตัว ซึ่งสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันของประสิทธิภาพทางธุรกิจ ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets, ROA) ซึ่งวัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ในการสร้างกำไร กระแสเงินสดอิสระของกิจการ (Free Cash Flow to Firm, FCFF) ซึ่งวัดความสามารถในการสร้างสภาพคล่องและมูลค่าที่ใช้ในการคืนทุน และ ตัวชี้วัดมูลค่าตลาด (Market Value) คือ Tobin’s Q ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการประเมินมูลค่าตลาดของบริษัทเทียบกับมูลค่าทางบัญชี โดยใช้ชุดข้อมูล CFP ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2566 เพื่อให้ครอบคลุมช่วงการดำเนินงานที่ยาวนานวิธีวิจัยที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ได้มีการใช้เทคนิคการวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time Series Analysis) และ เพื่อตรวจสอบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร และประเมินความสัมพันธ์เชิงปริมาณระหว่างการดำเนินงาน ESG กับ CFP ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น ได้มีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย ESG โดยกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ใช้ในการออกแบบเครื่องมือและการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ทฤษฎีทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (Resource-Based View, RBV) ทฤษฎีสถาบัน (Institutional Theory) และ แนวคิด Triple Bottom Line (TBL) การนำกรอบทฤษฎีเหล่านี้มาใช้ในการศึกษาช่วยให้สามารถทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจและแรงกดดันในการดำเนินงาน ESG ขององค์กรได้อย่างครอบคลุม ทั้งจากมุมมองภายใน และมุมมองภายนอกจากการวิเคราะห์แนวโน้มการดำเนินงาน ESG โดยรวมในช่วงปี พ.ศ. 2561 ถึง พ.ศ. 2566 พบว่าคะแนน ESG โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 84.5 คะแนน โดยมีอัตราการเติบโตสะสมต่อปี (CAGR) ของคะแนนรวมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.31 ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นและความเสถียรภาพของบริษัทในการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนให้เป็นไปตามแนวทางที่เหมาะสม เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่ามิติธรรมาภิบาล (GOV01) มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดที่ 92.5 คะแนน และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มิติสังคม (SOC01) มีคะแนนเฉลี่ยที่ 91.5 คะแนน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความรับผิดชอบต่อพนักงาน คู่ค้า และชุมชน ขณะที่มิติสิ่งแวดล้อม (ENV01) มีคะแนนเฉลี่ยที่ 79.0 คะแนน แสดงให้เห็นว่าองค์กรมีการพัฒนาและนำระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงาน ESG กับตัวชี้วัด CFP แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและหลากหลาย โดยมีนัยสำคัญที่แตกต่างกันในแต่ละตัวแปรที่ใช้ในการประเมินประการแรก ในส่วนของอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) พบว่าภาพรวมอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA_total) มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ติดลบที่ร้อยละ 13.28 ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา โดยมีค่าเฉลี่ยของอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก่อนการบูรณาการ ESG (ROA_after_ESG) อยู่ที่ 0.03 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลังการบูรณาการ ESG (ROA_before_ESG) ที่ 0.08 อย่างชัดเจน ผลลัพธ์เชิงปริมาณของ ROA ที่ลดลง อาจสะท้อนถึงต้นทุนในการลงทุนสินทรัพย์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่องค์กรยอมรับว่ามีความจำเป็นในการขับเคลื่อน ESG อย่างไรก็ตาม อัตราการหดตัวเฉลี่ยของ ROA_after_ESG ด้วยอัตรา CAGR ที่ติดลบร้อยละ 8.12 ซึ่งมีความชันด้านลบน้อยกว่าช่วง ROA_before_ESG ด้วยอัตรา CAGR ที่ติดลบร้อยละ 9.87 ซึ่งอาจตีความได้ว่าแม้กำไรจากการดำเนินงานจะลดลง แต่การดำเนินการ ESG อาจมีส่วนช่วยในการลดอัตราการเสื่อมถอยของประสิทธิภาพสินทรัพย์ลงได้ประการที่สอง ในส่วนของกระแสเงินสดอิสระของกิจการ (FCFF) ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การดำเนินงาน ESG ช่วยส่งเสริมให้องค์กรสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน FCFF ก่อน (FCFF_before_ESG) และหลังการบูรณาการ ESG (FCFF_after_ESG) พบว่า ค่าเฉลี่ยของ FCFF_after_ESG นั้นสูงกว่า FCFF_before_ESG อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า การดำเนินงาน ESG มีส่วนช่วยในการจัดการความเสี่ยงระยะยาว (Tail Risk) ประการที่สาม ในส่วนของTobin’s Q ซึ่งเป็นตัวชี้วัดมูลค่าตลาด พบว่าการดำเนินงาน ESG มีความเชื่อมโยงเชิงบวกกับมูลค่าตลาดของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความน่าเชื่อถือด้าน ESG ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนในรูปแบบของการให้มูลค่าส่วนเพิ่ม (Premium Valuation) จากนักลงทุน สิ่งนี้สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า ESG เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนและส่งผลต่อความคาดหวังในอนาคตของตลาดงานวิจัยนี้ยืนยันถึงความจำเป็นที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานจะต้องบูรณาการหลักการ ESG เข้ากับการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและความยืดหยุ่น (Resilience) ให้แก่องค์กรในระยะยาว ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างการกำกับดูแลกิจการและธรรมาภิบาล (Governance) ที่เข้มแข็งและชัดเจน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะที่พร้อมรองรับความท้าทายทางดิจิทัลและนวัตกรรม และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุมนอกจากนี้ การลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น การเริ่มทดลองใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar power) สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging) และการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Direct Air Capture, DAC) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากคาร์บอนฟอสซิลและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต การดำเนินงานด้าน ESG ยังต้องควบคู่ไปกับการจัดตั้งระบบข้อมูลและการควบคุมภายในที่รัดกุม โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนขอบเขตที่ 3 (Scope 3) อย่างแม่นยำ และการเตรียมพร้อมสำหรับการรายงานข้อมูลความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลใหม่ เช่น IFRS S1 และ IFRS S2 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลให้ทัดเทียมกับข้อมูลทางการเงิน โดยสรุป ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางสำคัญแก่ผู้บริหารและนักลงทุนในการใช้ข้อมูล ESG ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เกิดผลประกอบการทางธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างมูลค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมโดยรวม
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2026-02-27
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务