มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือ: ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างภาคผนวกที่ 4 แห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ ค.ศ. 1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 และพระราชบัญญัติน้ำสะอาดแห่งสหรัฐอเมริกา
收藏DataCite Commons2026-02-13 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2025.174
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ในปัจจุบันประเทศไทยต้องประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางทะเล เช่น ปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งและปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมทั้งในฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันจากการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเล โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า สัดส่วนการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเลจากการปฏิบัติการตามปกติของเรือนั้นคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของมลพิษทั้งหมดที่ปล่อยทิ้งจากเรือลงสู่ทะเล ถึงแม้ว่าจะเป็นอัตราสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่มีชายฝั่งติดกับช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือที่คับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทางฝั่งทะเลอันดามัน ขณะที่ฝั่งทะเลอ่าวไทยที่มีท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและกำลังจะกลายเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกเพื่อรองรับเขตพื้นที่ EEC และการขยายตัวของการกระแสการค้าและการขนส่งสินค้าทางทะเลในอนาคต ปัญหาการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเลจึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกลับยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลอันจากการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเลที่เพียงพอและเป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวในอนาคตการค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและความเพียงพอของมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเล ศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเลของภาคผนวกที่ 4 แห่งอนุสัญญา MARPOL 73/78 กับพระราชบัญญัติน้ำสะอาดแห่งสหรัฐอเมริกา และศึกษาวิเคราะห์ว่าการตรากฎหมายในการแก้ไขปัญหาการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลจากเรือลงสู่ทะเลแบบใดเหมาะสมกับประเทศไทยมากกว่ากันระหว่างการยึดถือเอาพระราชบัญญัติน้ำสะอาดแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบกับการภาคยานุวัติรับเอาภาคผนวกที่ 4 แห่งอนุสัญญา MARPOL 73/78 เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายภายใน จากการศึกษาพบว่า แม้พระราชบัญญัติน้ำสะอาดเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นโดยคำนึงถึงลักษณะสำคัญทางภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม และความพร้อมของประชาชน มีสภาพบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน กล่าวคือ มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศไทยยังคงพิจารณาเข้าร่วมเป็นภาคีในภาคผนวกที่ 4 ซึ่งเป็นการศึกษาในแง่ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมเท่านั้น โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาภาคยานุวัติรับเอาภาคผนวกที่ 3 ภาคผนวกที่ 4 และภาคผนวกที่ 6 แห่งอนุสัญญา MARPOL 73/78 เข้ามาบังคับใช้เป็นกฎหมายภายใน และอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2023 อีกทั้งยังมีข้อกำหนดกฎข้อบังคับสำหรับการตรวจเรือ กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการออกใบสำคัญรับรองการป้องกันมลพิษจากสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกฎหมายระดับกฎกระทรวง โดยออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 ซึ่งมีเนื้อหาและสาระสำคัญคล้ายคลึงกับข้อบัญญัติในภาคผนวกที่ 4 แห่งอนุสัญญา MARPOL 73/78 เป็นอย่างมาก ดังนี้ แนวทางที่ต้องการให้ประเทศไทยมีมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยทิ้งน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในอย่างเช่นกรณีของพระราชบัญญัติน้ำสะอาดจึงเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ยาก การศึกษานี้จึงการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาข้อเสียเปรียบของมาตรการทางกฎหมายในภาคผนวกที่ 4 แห่งอนุสัญญา MARPOL 73/78 หรือในกฎข้อบังคับดังกล่าว และเสริมทดแทนด้วยข้อได้เปรียบของมาตรการในพระราชบัญญัติน้ำสะอาดแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2026-02-13



