five

การโอนทรัพย์สินของชนศัตรูระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาในประเทศไทย พ.ศ. 2484-2488

收藏
DataCite Commons2025-09-16 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.839
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
งานศึกษาเรื่อง “การโอนทรัพย์สินของชนศัตรูระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาในประเทศไทย พ.ศ. 2484–2488” เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้กรอบแนวคิดเรื่องการจัดการทรัพย์สินของชนศัตรูในสงคราม และแนวคิดเรื่องการจัดดินแดน โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 2 ข้อคือ เพื่อศึกษาการดำเนินการควบคุมกิจการหรือทรัพย์สินของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ และเพื่อศึกษาผลจากการควบคุมกิจการหรือทรัพย์สินของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484–2488 จากการศึกษา พบว่า รัฐบาลไทยดำเนินการโอนทรัพย์สินของชนศัตรูระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาในประเทศไทย พ.ศ. 2484–2488 ในรูปแบบการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน ภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติว่าด้วยชนศัตรูและทรัพย์สินของชนศัตรู พุทธศักราช 2485 มีหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมประสานงานพันธมิตร และคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน (ก.ค.ท.ด.) โดยสองหน่วยงานหลังเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาในช่วงสงครามเท่านั้น โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อแนวทางและนโยบายของรัฐบาลไทยในการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรูในสงครามมหาเอเชียบูรพา ประกอบด้วย การรักษาผลประโยชน์ที่พึงได้จากสงครามอย่างประนีประนอมกับกองทัพญี่ปุ่นและประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ การตระหนักต่อหลักการในการทำสัญญาสันติภาพ และเจตนาพื้นฐานที่ต้องการลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิตะวันตกในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยข้างต้นส่งผลให้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อสถานะของสงครามเป็นอย่างยิ่ง และปรับเปลี่ยนนโยบายและแนวทางปฏิบัติต่อกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรูตามความผันผวนของสงคราม ดังนั้นจากปัจจัยข้างต้น ในภาพรวม แนวทางการดำเนินงานจึงมีลักษณะเน้นการเป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์ ยืดหยุ่น เน้นหลักมนุษยธรรม และเน้นการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่สืบทอดมาจากแนวทางปฏิบัติที่รัฐบาลไทยเคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนนโยบายในการดำเนินงาน แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ตามสภาวการณ์ของสงคราม คือ ช่วงที่ 1 ระหว่าง 13 ธันวาคม ถึง 26 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เป็นช่วงที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองสถานการณ์ที่กองทัพญี่ปุ่นยึดครองกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรูในประเทศไทยเกือบทั้งหมดทันทีที่ยกพลขึ้นบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยจึงมีคำสั่งให้อำนาจแก่กรมตำรวจและ กรมพาณิชย์ ร่วมกันเป็นหน่วยงานควบคุมตัวคนต่างด้าวบางจำพวกรวมถึงทรัพย์สินและกิจการของพวกเขา อันได้แก่ ฝรั่งแท้ที่มีสัญชาติอังกฤษ คนผิวขาวในเครือจักรวรรดิ คนอเมริกัน และคนเนเธอร์แลนด์ รวมถึงผู้ที่แสดงความปรปักษ์ อย่างไรก็ตามการควบคุมทรัพย์สินและกิจการในช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้น เน้นการจัดทำบัญชี เก็บรวบรวมเพื่อพิทักษ์ทรัพย์ แต่มีการอนุญาตให้ราชการทหารเรียกใช้ทรัพย์โดยไม่ต้องมีค่าตอบแทน และเป็นการควบคุมในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพื่อรอการประกาศใช้กฎหมายควบคุมคนต่างด้าวกลุ่มนี้โดยตรง ช่วงที่ 2 ระหว่าง 27 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ถึง 30 มกราคม พ.ศ. 2488 โดยเริ่มเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2484 และปรับปรุงขอบเขตการทำงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยชนศัตรูและทรัพย์สินของชนศัตรู พุทธศักราช 2485 ในช่วงที่ 2 นี้เป็นช่วงที่การควบคุมและจัดการมีกรอบการทำงาน แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จากข้อกำหนดในพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ ทำให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขันหรือ ก.ค.ท.ด. ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขันโดยตรง แบ่งออกเป็น 14 แผนกตามลักษณะกิจการของชนศัตรู แต่ละแผนกอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการลักษณะนั้น การควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรูในช่วงนี้ครอบคลุมระยะเวลาเกือบตลอดสงคราม ช่วงที่ 3 ระหว่าง 31 มกราคม พ.ศ. 2488 จนถึงสิ้นสุดสงคราม เป็นการดำเนินงานอยู่ภายใต้บริบทสถานะสงครามที่เยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างชัดเจน ส่วนสถานการณ์ภายในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลเกิดขึ้น โดยในช่วงนี้รัฐบาลใหม่ได้ตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการพิจารณานโยบายเรื่องการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน เพื่อทำหน้าที่พิจารณาตรวจทานการทำงานของคณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะคับขัน หรือ ก.ค.ท.ด. ที่ดำเนินงานไปแล้วทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขแนวทางให้มีความถูกต้องรัดกุมตามหลักกฎหมายกำหนด และมีการปรับเปลี่ยน ก.ค.ท.ด.ชุดใหม่โดยเน้นการใช้บุคลากร ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายเป็นหลัก ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ด้านผลจากการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรู ในทางตรง รัฐบาลไทยได้เข้าควบคุมทรัพย์สินและกิจการของชนศัตรูในบางส่วน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในระหว่างสงคราม รวมทั้งสามารถยึดสัมปทานป่าไม้และเหมืองแร่คืนจากจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการต่อยอดกิจการได้เพียงแค่อุตสาหกรรมการป่าไม้เท่านั้น เพราะรัฐมีข้อจำกัดเรื่องความรู้ เทคโนโลยี และทุน ในขณะที่นายทุนท้องถิ่นภายในประเทศ โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีน สามารถเข้าแทนที่ชาวตะวันตกได้ในกิจการพาณิชย์และการธนาคาร ส่วนในทางอ้อม ผลจากการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของชนศัตรูสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการรับมือกับกองทัพญี่ปุ่นมากกว่าการชิงความได้เปรียบทางการยุทธ์กับชนศัตรูอย่างอังกฤษ อันแสดงให้เห็นว่า ในสงครามมหาเอเชียบูรพา แม้รัฐบาลไทยร่วมลงนามกติกาสัญญาพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น และในทางปฏิบัติรัฐบาลไทยเลือกใช้แนวทางที่ประนีประนอม แต่รัฐบาลไทยมองฝ่ายญี่ปุ่นเป็นศัตรูมาตลอดตั้งแต่ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพา
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-16
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务