five

หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

收藏
DataCite Commons2025-09-22 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.869
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดด้านการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีบทบาทเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทุกประเทศนำไปปรับใช้ โดยมีนิยามว่า การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต โดยมี สามเสาหลักแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (The three pillars of sustainability) เป็นหัวใจสำคัญของหลักการซึ่งเป็นการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกัน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกิจในระดับสากลในการนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับการพัฒนาภายในประเทศทุกภาคส่วน รวมถึง การจัดการป่าไม้ อันเป็นทรัพยกรธรรมชาติภายในประเทศ แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ป่าไม้ของไทย กลับพบว่าประเทศไทยประสบปัญหาด้านการจัดการป่าไม้มาโดยตลอด ทั้งปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ หรือ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและชุมชนที่มีต่อพื้นที่ป่าไม้ ที่สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยอาจไม่ได้มีการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้านให้สอดคล้องกันอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดคำถามว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับแล้วใช้จริงหรือไม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ของไทยในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายนับตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งกรมป่าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงแรกเริ่มของการตรากฎหมายป่าไม้ จนถึงกฎหมายป่าไม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยเป็นการศึกษาและวิเคราะห์ผ่านตัวบทและหลักการของกฎหมายป่าไม้เพื่อชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของกฎหมายป่าไม้และตอบคำถามว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้โดยมีความสอดคล้องกับพัฒนาการและนิยามของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ผ่านการปรากฎตัวของการจัดการป่าไม้ที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนจริงหรือไม่ และหากมีการปรากฏตัวของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนจริง การปรากฎตัวนี้มีปัญหาประการใดหรือไม่ที่ส่งผลต่อปัญหาการจัดการป่าไม้ของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยผลจากการศึกษา พบว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยมีการปรากฏตัวของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สอดคล้องกับนิยามและพัฒนาการของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการปรากฎตัวที่เกิดขึ้น กลับพบว่ายังมีการบูรณาการของมิติด้านการพัฒนาที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจำนวน 3 ประการ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการจัดการป่าไม้ในปัจจุบัน ดังนี้ ประการที่หนึ่ง การไม่มีนิยามหรือกรอบการพิจารณาที่ชัดเจนว่าการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนว่ามีหลักเกณฑ์หรือหลักการพิจารณาอย่างไร ทำให้รัฐเป็นผู้นิยามการจัดการป่าไม้อย่างยืนแต่เพียงผู้เดียวและกลายเป็นความยั่งยืนในสายตาของรัฐที่สะท้อนความเป็นวาทกรรมของการพัฒนาที่ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนาแต่เพียงผู้เดียว ประการที่สอง การไม่มีมาตรการกำหนดระยะเวลาในการทบทวนกฎหมายป่าไม้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้กฎหมายป่าไม้ของไทยมีความล่าช้าไม่อาจตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและทำให้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ระบบกฎหมายไทยมีกฎหมายที่กำหนดกรอบในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ใช้บังคับรวมถึงการจัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่สามารถนำมาปรับใช้กับกฎหมายป่าไม้ของไทยได้ และ ประการที่สาม แนวความคิดด้านการอนุรักษ์ที่แยกธรรมชาติออกจากมนุษย์ ทำให้การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นการกีดกันวิถีชีวิตของมนุษย์ที่มีร่วมกันกับป่าและคงไว้ซึ่งภาพความบริสุทธิ์ของธรรมชาติซึ่งไม่สอดคล้องกับการบูรณาการมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งสะท้อนผ่านนิยามของ “ป่า” ในกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดนิยามจากหลักกรรมสิทธิ์ไม่ใช่กำหนดจากหลักทางวนศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ลักษณะใดที่สมควรเป็นพื้นที่ป่า และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์พื้นที่ป่าที่ปรากฎหลักการอนุรักษ์ที่แยกธรรมชาติและมนุษย์ออกจากกันดังนั้น เพื่อให้กฎหมายป่าไม้ของไทยปรากฏหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้านที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะในมิติของกฎหมายจำนวน 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก จัดตั้งคณะกรรมการการจัดการป่าไม้เพื่อความยั่งยืน โดยคณะกรรมการจะต้องมีอัตราส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนในอัตราที่สมดุล ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดกรอบการพิจารณาว่าการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนจะต้องมีหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขอย่างไร และเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแทนภาครัฐ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนิยามของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และลดทอนความเป็นวาทกรรมว่ารัฐแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนิยามของการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ประการที่สอง เห็นควรให้มีการนำมาตรการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายมาปรับใช้กับกฎหมายป่าไม้ โดยให้นำพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 (Act on Legislative Drafting and Evaluation of Law B.E. 2562) มาปรับใช้กับกฎหมายป่าไม้ทั้งระบบทั้งในส่วนของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ และการออกกฎหมายฉบับใหม่ในภายภาคหน้า เพื่อให้กฎหมายป่าไม้มีความทันสมัย สามารถแก้ปัญหาในปัจจุบันและในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ ประการสุดท้าย เห็นควรให้มีการแก้ไขนิยามของ “ป่า” ที่สะท้อนองค์ประกอบของป่าอย่างแท้จริง และให้มีการทบทวนเพื่อแก้ไขแนวคิดการอนุรักษ์ป่าไม้ใหม่ จากเดิมที่ใช้แนวคิดการแยกธรรมชาติและมนุษย์ออกจากกันให้กลายเป็นแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติแบบอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายภายใต้ระบบนิเวศ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิธีคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติได้
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-22
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务