five

การศึกษาแนวทางความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวประเภทงานก่อฉาบเพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างในประเทศไทยโดยใช้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 17

收藏
DataCite Commons2025-09-08 更新2026-05-04 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.615
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ โดยเฉพาะในประเภทงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างงานก่อฉาบ แม้แรงงานต่างด้าวจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระดับปฏิบัติการ แต่กลับมีข้อจำกัดด้านทักษะ ประสบการณ์ และการเข้าถึงการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญกับระบบบริหารจัดการแรงงานที่ซับซ้อน ขาดกลไกสร้างแรงจูงใจ และไม่มีระบบฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับการจ้างงานจริง ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานที่มีศักยภาพกับแรงงานที่มีอยู่จริง ซึ่งส่งผลต่อความล่าช้าในการดำเนินโครงการก่อสร้างและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ได้ออกแบบระบบฝึกอบรมแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการระหว่างรัฐ เอกชน และหน่วยงานฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ปัญหาและข้อจำกัดในการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวประเภทงานก่อฉาบในประเทศไทย และ 2. แนวทางความร่วมมือในการส่งเสริม และยกระดับฝีมือแรงงานก่อฉาบตามมาตรฐานงานก่อสร้าง โดยอิงตามแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 17 (SDG 17) ที่เน้นความร่วมมือกับหลายภาคส่วน รวมถึงการใช้ทรัพยากรทางการเงินและเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ แรงงานต่างด้าว ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และหน่วยงานฝึกอบรมภาครัฐ และเอกชน เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึก และวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาฝีมือแรงงานต่างด้าวอย่างมีระบบ สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และบริบทของประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่าแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมที่สามารถนำไปประยุกติ์ใช้ร่วมกับการบูรณาการทฤษฎี 4M (Man, Machine, Material, Method) อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพ และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตแรงงาน และการพัฒนาทักษะฝีมือของแรงงานต่างด้าวประเภทงานก่อฉาบยังประสบกับข้อจำกัดที่สำคัญ 3 มิติ ได้แก่ 1. มิติด้านการเงิน (Finance) แรงงานขาดศักยภาพในการรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม ขณะที่นายจ้างรายย่อยขาดแรงจูงใจในการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับแรงงานข้ามชาติ 2. มิติด้านเทคโนโลยี (Technology) ขาดสื่อฝึกอบรมหลายภาษา ระบบการฝึกอบรมยังไม่รองรับการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และแรงงานส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 3. มิติด้านความร่วมมือองค์กร (Partnership) ยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ ขาดศูนย์ฝึกที่เข้าถึงได้ และไม่มีระบบรับรองฝีมือแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นทางการจากผลการวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบแนวทางการพัฒนาโมเดลต้นแบบ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. FIRM Model (Financial Integration for Reskilling Migrants Model) โมเดลการระดมทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม 2. MTU Model (Mobile Training Unit) การจัดฝึกอบรมแบบเคลื่อนที่ในสถานที่จริงใกล้ไซต์งาน 3. LINK-M Model (Labour Integration through Network & Knowledge for Migrants Model): โมเดลความร่วมมือระหว่างองค์กรเพื่อยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทั้งสามโมเดลถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันภายใต้กรอบแนวทาง MTF-P Model (Migrant Training Facilitation through Partnership, Technology, and Finance) เพื่อยกระดับคุณภาพการฝึกอบรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงในบริบทของแรงงานต่างด้าวในภาคก่อสร้าง ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า โมเดลความร่วมมือดังกล่าวส่งผลเชิงบวกในมิติต่าง ๆ ได้แก่ 1. แรงงานต่างด้าว ได้รับโอกาสพัฒนาทักษะที่เหมาะสม เข้าถึงการฝึกอบรมที่ยืดหยุ่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2. ผู้รับเหมา ได้แรงงานที่มีทักษะ ลดความเสียหายจากงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 3. ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้งานก่อสร้างที่มีคุณภาพ ควบคุมระยะเวลาต้นทุนได้ดี และเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค 4. ศูนย์ฝึกอบรมแรงงาน ได้พัฒนาศักยภาพองค์กร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระยะยาว
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-09-08
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务