การศึกษาปัจจัยความหลากหลายที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน: กรณีศึกษาบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง
收藏DataCite Commons2022-07-12 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.292
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
งานค้นคว้าอิสระเรื่อง การศึกษาปัจจัยความหลากหลายที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน : กรณีศึกษาบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยความหลากหลายที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยความหลากหลายที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นพนักงานบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง จำนวน 153 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคลจำนวน 5 ข้อ แบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยความหลากหลายในการทำงานของพนักงานในมิติของปัจจัยภายใน (อายุ การศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และ ตำแหน่งงาน) ปัจจัยภายนอก (วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำ และรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมาย) และปัจจัยด้านคุณลักษณะ (ทัศนคติ และ แรงจูงใจ) จำนวน 54 ข้อ แบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน จำนวน 10 ข้อ และแบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงาน จำนวน 10 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นเอย่างง่าย (Simple Linear Regression Analysis) การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) และ การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance: One-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 52.9 มีอายุระหว่าง 25-35 ปี คิดเป็นร้อยละ 51.6 การศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 73.9 ระดับการทำงาน พนักงาน/เจ้าหน้าที่ คิดเป็นร้อยละ 57.5 และระยะเวลาการทำงานในองค์กร น้อยกว่า 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.32.ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นต่อปัจจัยความหลากหลาย ในมิติของปัจจัยภายใน (อายุ การศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และ ตำแหน่งงาน) ปัจจัยภายนอก (วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำ และรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมาย) และปัจจัยด้านคุณลักษณะ (ทัศนคติ และ แรงจูงใจ) ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับที่มาก ผลวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับที่มากเช่นกัน3.ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า ตัวแปรที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยรวมมีจำนวน 5 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรด้านแรงจูงใจ ด้านภาวะผู้นำ ด้านทัศนคติด้านรายละเอียดของงานที่ได้รับมอบหมาย และด้านอายุ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่า 0.835 และค่ากำลังสองของค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ (R Square) มีค่า 0.697 ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณที่ปรับแก้ (Adjusted R Square) มีค่า 0.687 สามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์ที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานได้ 68.7% ผลการวิเคราะห์ค่า F-test 67.729 มีค่า Sig. < 0.000 แสดงว่าตัวแปรทั้ง 5 ตัวแปร มีผลต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญที่กำหนดไว้ที่ 0.054. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพแวดล้อมในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่า 0.716 และค่ากำลังสองของค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ (R Square) มีค่า 0.513 ค่าสหสัมพันธ์พหุคูณที่ปรับแก้ (Adjusted R Square) มีค่า 0.509 สามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานได้ 50.9% ผลการวิเคราะห์ ค่า F-test 158.869 มีค่า Sig. < 0.000 แสดงว่าตัวแปร ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการทำงาน มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญที่กำหนดไว้ที่ 0.055. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานกลุ่มตัวอย่างทั้ง 5 ข้อ พบว่า ค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละกลุ่มประชากรไม่แตกต่างกันผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กร และช่วยส่งเสริมการบริหารงานภายในของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดการปรับตัวอย่างเหมาะสมระหว่างการทำงาน การสร้างสรรค์ผลงานที่จะช่วยเสริมสร้างองค์กรเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางธุรกิจต่อไป
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-07-12



