เปรียบเทียบภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีไทยภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข: ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
收藏DataCite Commons2022-12-13 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2021.1046
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
การศึกษาวิจัยเรื่อง “เปรียบเทียบภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีไทยภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข: ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างด้านภาวะผู้นำระหว่างดร. ทักษิณ ชินวัตรและพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข และ 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงมีของผู้นำภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร หนังสือ งานวิจัย และบทความที่เกี่ยวข้อง ทฤษฎีภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำภายใต้สภาวะวิกฤต และการจัดการสภาวะวิกฤต ตลอดจนข่าวสารที่เกี่ยวกับผู้นำทั้งสองท่าน ได้แก่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ข่าวจากเว็บไซต์ และคลิปสัมภาษณ์จากนักวิชาการ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างด้านภาวะผู้นำภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข โดยใช้ทักษะที่สำคัญของผู้นำภายใต้สภาวะวิกฤต 5 ทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะการสื่อสารในสภาวะวิกฤต 2) ทักษะการสร้างความร่วมมือกัน 3) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจ 4) ทักษะความคิดที่ยืดหยุ่น 5) ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ จากการศึกษาเปรียบเทียบภาวะผู้นำของดร.ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า ความแตกต่างด้านภาวะผู้นำของทั้งสองท่าน ที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดและได้นำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินมาตรการการจัดการสภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข และก่อให้เกิดการสร้างความร่วมมือที่ดีจากประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาล คือ ทักษะการสื่อสารในสภาวะวิกฤตของผู้นำ ที่จะพบว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการเลือกใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารในลักษณะของการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม ยึดหลักการผู้นำต้องทำก่อน เพื่อเป็นต้นแบบให้ประชาชนปฏิบัติตาม และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการดำเนินชีวิตภายใต้สภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข แตกต่างจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้การสื่อสารในลักษณะของการออกคำสั่ง การสั่งการ มากกว่าการโน้มน้าวใจเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน เกิดความสับสน กำกวม ทำให้ส่งผลต่อการสร้างความร่วมมือที่ดีจากประชาชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
本研究题为《公共卫生危机下泰国总理的领导风格比较:他信·西那瓦(Thaksin Shinawatra)博士与巴育·占奥差(Prayut Chan-o-cha)上将》,研究目的分为两点:其一,比较分析他信·西那瓦博士与巴育·占奥差上将在公共卫生危机下的领导风格差异;其二,探究公共卫生危机情境下领导者应具备的核心特质。本研究属于质性研究(qualitative research),采用文献研究法,搜集相关书籍、学术论文、研究报告、专业文章,以及领导理论、危机情境下领导理论与危机管理相关资料;同时收集两位领导人的相关公开信息,包括印刷媒体报道、网络新闻及学者访谈视频,资料覆盖他信·西那瓦博士与巴育·占奥差上将的公开言行。本研究以危机情境下领导者的5项核心技能为分析框架,对比分析两位领导人在公共卫生危机下的领导风格差异,该五项技能分别为:1)危机沟通技能(crisis communication skill);2)协作构建技能(collaboration skill);3)批判性思维与决策技能(critical thinking and decision-making skill);4)灵活应变思维技能(flexible thinking skill);5)优先级排序技能(priority setting skill)。本研究选取两位领导人执政期间的公共卫生危机场景作为分析样本:他信·西那瓦博士执政时期的禽流感(avian influenza)疫情,以及巴育·占奥差上将执政时期的COVID-19疫情。研究结果显示,两位领导人最显著的领导风格差异,同时也是影响公共卫生危机防控成效与民众政府协作度的关键因素,为危机沟通技能:他信·西那瓦博士的表现优于巴育·占奥差上将。他信的沟通策略以“以身作则、率先垂范”为核心,通过具象化的实际行动为民众树立行为典范,有效增强了民众在公共卫生危机下的生活信心。而巴育·占奥差上将的沟通方式更多体现为下达指令与命令,而非通过说服引导获取民众合作,这一方式引发了民众的困惑与倦怠,进而削弱了民众在新冠疫情防控中的协作意愿。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2022-12-13



