five

การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคนิคผังมโนทัศน์กับรูปแบบการคิดของผู้เรียนในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลักที่มีผลต่อทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา

收藏
Mendeley Data2024-01-31 更新2024-06-29 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/CU.the.2010.1217
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก 2)เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียนระหว่างการใช้เทคนิคผังมโนทัศน์ก่อนเรียนและหลังเรียนในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของผู้เรียน ระหว่างรูปแบบการคิดแบบพึ่งพิงกับอิสระในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก 4) เพื่อวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของทักษะการแก้ปัญหาระหว่างเทคนิคผังมโนทัศน์กับรูปแบบการคิดของผู้เรียนในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 60 คน ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกโดยการให้ทำแบบทดสอบวัดการคิด The Group Embedded Figures Test (GEFT) เพื่อจำแนกแบบการคิดของกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 แบบ คือกลุ่มที่มีรูปแบบการคิดแบบ พึ่งพิง (Field Dependent : FD) และกลุ่มที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระ (Field Independent : FI) จากนั้นทำการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน เพื่อเข้ารับการทดลองได้แก่ 1) กลุ่มผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพิง ทำการเรียนบทเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาหลักร่วมกับการใช้เทคนิคผังมโนทัศน์ก่อนการเรียน 2) กลุ่มผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระทำการเรียนบทเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาหลักร่วมกับการใช้เทคนิคผังมโนผังมโนทัศน์ก่อนการเรียน 3) กลุ่มผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดแบบพึ่งพิงทำการเรียนโดยใช้บทเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาหลักร่วมกับการใช้เทคนิคผังมโนทัศน์หลังการเรียน 4) กลุ่มผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดแบบอิสระทำการเรียนบทเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาหลักร่วมกับการใช้เทคนิคผังมโนผังมโนทัศน์หลังการเรียน แล้วนำผลที่ได้จากการทดลองมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (t-test dependent) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง (Two Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะการแก้ปัญหาก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคผังมโนทัศน์ที่ต่างกันในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก มีทักษะในการ แก้ปัญหาที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผู้เรียนที่มีรูปแบบการคิดต่างกันในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก มีทักษะในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันของทักษะการแก้ปัญหาระหว่างเทคนิคผังมโนทัศน์กับรูปแบบการคิดของผู้เรียนในการเรียนบนเว็บโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก

本研究旨在达成以下四个目标:1)对比问题导向网络学习中学生课前与课后的问题解决能力;2)对比问题导向网络学习中,学生分别使用课前概念图(concept map)技术与课后概念图技术的问题解决能力;3)对比问题导向网络学习中,场依存型(Field Dependent, FD)与场独立型(Field Independent, FI)两类认知风格学生的问题解决能力;4)分析问题导向网络学习中,概念图技术与学生认知风格对其问题解决能力的交互效应。 本研究的被试为泰国艺术大学考古学院人文专业佛历2553学年(即公元2010年)第二学期的本科生,共计60名。 所有被试首先通过镶嵌图形测验(Group Embedded Figures Test, GEFT)进行认知风格筛选,据此被划分为场依存型与场独立型两组;随后将全部被试平均分为4组,每组15人,分别接受如下实验处理: 1. 场依存型组:采用问题导向网络学习模式,并配合课前概念图技术; 2. 场独立型组:采用问题导向网络学习模式,并配合课前概念图技术; 3. 场依存型组:采用问题导向网络学习模式,并配合课后概念图技术; 4. 场独立型组:采用问题导向网络学习模式,并配合课后概念图技术。 本研究采用配对样本t检验(t-test dependent)与双因素方差分析(Two Way ANOVA)对实验数据进行统计分析,结果如下: 1. 问题导向网络学习中,学生课前与课后的问题解决能力存在显著性统计学差异(p<0.05); 2. 问题导向网络学习中,使用不同时机概念图技术的学生,其问题解决能力无显著性统计学差异(p<0.05); 3. 问题导向网络学习中,不同认知风格的学生,其问题解决能力存在显著性统计学差异(p<0.05); 4. 问题导向网络学习中,概念图技术与学生认知风格对其问题解决能力无显著交互效应。
创建时间:
2024-01-31
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务