five

เสรีภาพการแต่งกายตามหลักศาสนาในสถานศึกษา: ศึกษากรณีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561

收藏
DataCite Commons2024-08-30 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2023.500
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
เสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนาถือเป็นเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาและความเชื่อที่แพร่หลาย เนื่องจากเป็นการแสดงออกให้เห็นซึ่งอัตลักษณ์ของศาสนาหรือลัทธิดังกล่าว การปฏิบัติตามศาสนาและความเชื่อโดยการแต่งกายนั้น ถูกนำมาปรับใช้ในเครื่องแบบนักเรียนในบางศาสนากด้วย ซึ่งเสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อได้ถูกรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การจำกัดเสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนาโดยปราศจากเหตุผลตามกฎหมายย่อมเป็นการขัดต่อเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย การคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในประเทศไทยได้มีกฎหมายรับรองเรื่องการแต่งกายตามหลักศาสนาของนักเรียน ได้แก่ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ซึ่งรับรองให้นักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลามมีเสรีภาพในการแต่งกายเครื่องแบบนักเรียนตามหลักศาสนาอิสลามไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนรัฐหรือเอกชนก็ตาม จนกระทั่งมีปัญหาความขัดแย้งจากการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามของนักเรียนในโรงเรียนที่ขอใช้พื้นที่วัด โดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความอ่อนไหวในเรื่องความแตกต่างทางศาสนา นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไปเป็น ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้เฉพาะการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามของนักเรียนโรงเรียนที่ขอใช้พื้นที่วัดหรือพื้นที่ธรณีสงฆ์ โรงเรียนและวัดมีข้อตกลงและออกระเบียบกำหนดการแต่งกายของนักเรียน หรือออกระเบียบภายในโรงเรียนห้ามนักเรียนแต่งกายตามหลักศาสนาอื่นนอกจากศาสนาพุทธได้ ทำให้เกิดปัญหาระหว่างนักเรียนและผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอิสลามกับโรงเรียนบ่อยครั้ง จนกระทั่งได้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงปัญหาการรับรองเสรีภาพการแต่งกายตามหลักศาสนาในโรงเรียนหรือสถานศึกษาและความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐ รวมการอ้างเหตุผลในการใช้กฎหมายเข้าจำกัดเสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนาของนักเรียน ซึ่งในต่างประเทศก็มีคดีที่ศาลพิพากษาในเรื่องเสรีภาพทางศาสนาภายในโรงเรียนในกรณีที่มีลักษณะคล้ายกัน จึงควรแก่การศึกษาเปรียบเทียบและปรับใช้ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ต่างประเทศมีพัฒนาการและประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความเข้มงวดของการยึดหลักความเป็นกลางทางศาสนาและการรับรองเสรีภาพทางศาสนาที่มากกว่าประเทศไทย ดังนั้น กรณีปัญหาเสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนาในโรงเรียนในประเทศไทยอาจเกิดจากหลักความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐและการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาที่มีไม่เพียงพอรัฐมีหน้าที่ให้พื้นที่การใช้เสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อแก่ทุกศาสนาแม้จะเป็นการใช้เสรีภาพขณะอยู่ในพื้นที่ของศาสนาอื่นก็ตาม เพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันมีความเอื้ออาทรต่อกันในการอยู่ร่วมกันโดยไม่จำกัดศาสนาและความเชื่อ ไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพทางศาสนาของศาสนาหนึ่งเพื่อคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนาของอีกศาสนาหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีความเชื่อและศาสนาที่นับถือตามความเชื่อของครอบครัว มีวัยวุฒิที่ยังไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองในเรื่องของความเชื่อ ในขณะเดียวกันก็เป็นวัยที่มีความเหมาะสมในการสร้างรากฐานเรียนรู้ และความเข้าใจของศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาที่หลากหลายเพื่อลดความขัดแย้งหรือหวาดระแวงระหว่างกันเพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม

基于宗教教义的着装自由,普遍被视为宗教信仰自由的组成部分,因其可彰显特定宗教或教派的独特特质。部分宗教将该类着装规范应用于学生校服领域。泰国《泰王国宪法》(Constitution of the Kingdom of Thailand)保障并保护宗教信仰自由,若无法律依据限制公民基于宗教教义的着装自由,则属违反宪法规定。 在多元文化的泰国社会中,保障宗教自由具有极高的重要性。此前泰国教育部于佛历2551年(公元2008年)颁布《教育部关于学生校服的规定》,明确允许穆斯林学生在公立及私立学校内,身着符合伊斯兰教义的校服。 此后,在宗教差异敏感度较高的泰国南部边境三府,部分使用寺庙用地的学校出现穆斯林学生身着宗教服饰引发的冲突事件,促使泰国教育部于佛历2561年(公元2018年)出台《教育部关于学生校服的规定(修正案)》。该修正案规定,仅当使用寺庙或僧院用地的学校与寺庙达成协议并制定校服规范,或学校内部规定禁止佛教以外的宗教着装时,方可限制学生的宗教着装。 此规定导致穆斯林学生及其家长与学校的纠纷频发,甚至有相关案件被诉至行政法院(Administrative Court)。该类纠纷凸显了校园内基于宗教教义的着装自由保障与国家宗教中立性之间的矛盾,以及以立法限制学生宗教着装自由的合理性争议。 境外亦存在类似的校园宗教自由司法判例,可供比较研究并借鉴以寻求解决方案。但境外在宗教中立原则的严格程度与宗教自由保障力度上,均与泰国存在显著差异。因此,泰国校园内基于宗教教义的着装自由问题,或源于国家宗教中立原则落实不足与宗教自由保障不到位。 国家有义务为所有宗教提供行使信仰自由的空间,即便该等行使发生在其他宗教场所之内,以此促进不同群体间的相互理解与包容,实现无宗教歧视的和谐共处,而非通过限制某一宗教的信仰自由来保护另一宗教的信仰自由。 尤其是学生群体,他们尚未具备自主决定信仰的能力,正处于建立认知与学习其他宗教知识的关键阶段,应推动不同宗教间的良性理解,以减少彼此间的冲突与猜忌,让民众能够在多元文化社会中和平、安稳地共同生活。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2024-08-30
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务