five

ความไม่แน่นอน ทัศนคติ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของกลุ่มคนเจเนอเรชันแซดส่งผลต่อการมูเตลูอย่างไร

收藏
DataCite Commons2025-04-17 更新2025-05-18 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2024.197
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาวิวัฒนาการและการปรับตัวของความเชื่อหรือการมูเตลูของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ในยุค Digital transformation 2. เพื่อศึกษาผลของความไม่แน่นอนที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคในเรื่องการมูเตลูของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด และ 3. เพื่อศึกษาทัศนคติ (ความคาดหวังในชีวิต, ความพึงพอใจในชีวิต) และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (การเปิดรับสื่อ, กับการให้ความสำคัญกับตัวตนในโลกออนไลน์) ของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคในเรื่องการมูเตลู โดยการวิจัยเชิงคุณภาพตั้งอยู่บนแนวคิดและการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis) ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จำนวน 9 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยกำหนดขอบเขตเป็นกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2539-2555) ที่เคยมีการซื้อสินค้าหรือบริการด้านการมูเตลู โดยผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ ผลจากการศึกษาวิวัฒนาการและการปรับตัวของความเชื่อหรือการมูเตลูของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ในยุค Digital transformation ค้นพบประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประเด็น คือ 1. ความสามารถในการเข้าถึงความเชื่อในวัฒนธรรมอื่นได้ทั่วทั้งโลกทำให้มีตัวเลือกในการมูเตลูเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นความเชื่อจากอีกฟากโลกไม่ได้มีมาแต่ดั้งเดิมในประเทศไทย เช่น Witchcraft หรือศาสนาแม่มด, Manifest, Sound Bath (การใช้คลื่นเสียงบำบัด) เป็นต้น 2. จากความเชื่อเฉพาะกลุ่มสู่ความเชื่อร่วมกันในสังคม จากการเชื่อตามความเชื่อเดิมที่ถ่ายทอดมาใน ชุมชนหรือในกลุ่มเล็ก ขยายเป็นความเชื่อที่มีร่วมกันในสังคม เช่น ไอ้ไข่ที่เป็นของขลังและตำนานของคน ภาคใต้กลายเป็นความเชื่อของผู้ศรัทธาทั่วประเทศ เป็นต้น 3. มูเตลูแบบมินิมอล (Minimalism) คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการความขลังอย่างจริงจังดั้งเดิมของวัตถุ แต่ชื่นชอบการ สร้างสรรค์ที่เข้ากับอัตลักษณ์ของตัวเอง เช่น กลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด สามารถเปิดโทรศัพท์เพื่อมองวอลเปเปอร์สายมูเพื่อความสบายใจแทนการต้องเดินทางไปมูที่วัด เป็นต้นผลจากการศึกษาผลของความไม่แน่นอนที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคในเรื่องการมูเตลูของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด พบว่าความไม่แน่นอนจากการที่สถานการณ์ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลง ความไม่รู้และการขาดซึ่งข้อมูลที่เพียงพอก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สบายทั้งทางร่ายกายและจิตใจทำให้คนกลุ่มนี้ต้องการหาทางหรือวิธีการแก้ไขให้รู้สึกแน่นอน ปลอดภัย และมั่นคงในการใช้ชีวิตโดยค้นพบว่าการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ถือเป็นความไม่แน่นอนในรูปแบบหนึ่ง ส่งผลให้กลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด เลือกที่จะหันหน้าหาการมูเตลู หันไปคุยกับองค์เทพหรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกมั่นคงมากกว่าที่จะคุยกับมนุษย์ด้วยกันผลจากการศึกษาเรื่องทัศนคติ (ความคาดหวังในชีวิต, ความพึงพอใจในชีวิต) ของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคในเรื่องการมูเตลู ค้นพบความสอดคล้องกันของความคาดหวังในชีวิตและความพึงพอใจในชีวิต ว่าความคาดหวังทำให้กลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด เริ่มมูเตลูเพื่อเพิ่มความแน่นอนและความเป็นไปได้ให้ความสำเร็จของเป้าหมายที่คาดหวังนั้น และเมื่อได้รับการเติมเต็มจนรู้สึกถึงความพึงพอใจในชีวิตได้ก็มีแนวโน้มพฤติกรรมที่อยากจะได้รับความพึงพอใจนั้นไปเรื่อย ๆ หรือได้รับเพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่ใช่ว่าความคาดหวังนั้นถูกเติมเต็มด้วยวิธีการอื่นทดแทนการมูเตลูไม่ได้ เพราะผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าแรงศรัทธาในพ่อแม่, คำพูดที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นใจในการกระทำสามารถทดแทนการมูเตลูได้ โดยกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด มีการตัดสินใจเชื่อจนเกิดการซื้อสินค้าหรือบริการด้านมูเตลูด้วยตัวเองหลัก ๆ คือเรื่องประสบการณ์ส่วนตัว ความรู้ และกระแสสังคม ผลจากการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (การเปิดรับสื่อ, กับการให้ความสำคัญกับตัวตนในโลกออนไลน์) ของกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคในเรื่องการมูเตลู พบว่ากลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด มีลักษณะเด่นคือ 1. การเปิดรับสื่อด้านการมูเตลูอยู่ทางออนไลน์เป็นหลัก2. ความเชื่อเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล 3. ความคิดเห็นของผู้อื่นในเชิงลบไม่ได้ส่งผลต่อการมูเตลู สามารถยึดมั่นในจุดยืนและความเชื่อของตัวเองจากผลการศึกษาที่ว่ามาผู้วิจัยได้สรุปพฤติกรรมของสายมูเตลู เจเนอเรชัน แซด สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มคนเจเนอเรชัน แซด ไว้ ดังนี้ 1. ทางเลือกในการมูเตลูมีความหลากหลายมากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงรูปแบบเดิม ๆ 2. ความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากกว่าการพึ่งพามนุษย์ 3. แนวโน้มในการเติมเต็มความพึงพอใจมุ่งไปสู่ความยั่งยืนหรือการยกระดับมากยิ่งขึ้น 4. แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตยุคใหม่

本研究旨在达成三大核心目标:其一,探究数字化转型(Digital Transformation)时代下Z世代(Generation Z)群体的灵性玄学(Metaphysical Beliefs,原文泰文为มูเตลู)信仰体系的演变与适应路径;其二,剖析不确定性因素对Z世代群体灵性玄学消费行为的影响机制;其三,探究Z世代群体的态度维度(人生期望、生活满意度)与生活行为模式(媒介接触行为、线上自我身份重视程度)对其灵性玄学消费行为的作用路径。 本研究采用质性研究范式,基于解释现象学分析(Interpretative Phenomenological Analysis, IPA)的理论框架,通过半结构化访谈(Semi-Structured Interview)对9名受访者开展深度访谈。抽样方式采用目的抽样(Purposive Sampling),抽样范围限定为出生于泰历2539年至2555年(对应公元1996年至2012年)、曾购买过灵性玄学相关产品或服务的Z世代群体。 本研究结果总结如下: 其一,数字化转型时代Z世代群体灵性玄学信仰的演变与适应。本研究发现三类核心议题:1. 全球文化融通拓宽信仰选择边界:得益于全球范围内的文化信仰可及性,该群体的灵性玄学选择愈发多元,不再局限于泰国本土原生信仰,例如巫术(Witchcraft)、显化法则(Manifest)、声音浴(Sound Bath,音疗)等舶来信仰均成为其可选范畴;2. 社群专属信仰向社会共通信仰扩散:原本仅在小范围社群或社区传承的本土信仰,已逐步扩散为全国性的共通信仰,例如泰国南部的神秘鸡蛋传说现已成为全国信众的共同信仰载体;3. 极简主义(Minimalism)灵性修行兴起:该群体不再执着于传统实体仪式的繁复流程,转而偏好契合自身个性的灵性实践,例如Z世代群体可通过手机查看极简风格壁纸获得心灵慰藉,替代前往寺庙祈福的传统仪式。 其二,不确定性对Z世代群体灵性玄学消费行为的影响。研究发现,社会环境变化带来的不确定性、信息匮乏与认知缺口,会引发该群体身心层面的不安感,促使其寻求获得安全感与确定性的解决方案。同时研究发现,人际互动本身也存在不确定性,因此Z世代群体转而倾向于向灵性信仰或能带来稳定感的对象寻求慰藉,而非依赖人际沟通获取情绪支持。 其三,Z世代群体态度维度对其灵性玄学消费行为的影响。研究发现,人生期望与生活满意度存在显著关联:人生期望促使Z世代群体通过灵性玄学修行获取确定性,提升期望目标的实现概率;当该群体获得生活满意度后,会持续追求此类满足感而非短暂的即时快感。但若期望可通过其他方式获得满足(例如父母的精神支持、具有激励性的话语带来的自信),则无需依赖灵性玄学消费。此外,Z世代群体自主选择购买灵性玄学产品或服务的核心驱动因素为个人经验、知识储备与社会潮流。 其四,Z世代群体生活行为模式对其灵性玄学消费行为的影响。研究发现该群体具有三大核心特征:1. 主要通过线上渠道接触灵性玄学相关媒介;2. 秉持个人自由的信仰理念;3. 他人的负面评价不会动摇其灵性信仰,能够坚守自身立场与信念。 针对以Z世代为目标客群的商业领域,本研究总结出四大核心趋势:1. 灵性玄学消费选择愈发多元,不再局限于传统形式;2. 对不可见事物的信仰,已超越对人际支持的依赖,成为热门选择;3. 追求持续升级的满足感,而非短暂的即时快乐;4. 线上平台已成为新时代生活的核心枢纽。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2025-04-17
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务