five

การบริหารจัดการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป: กรณีศึกษา มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.)

收藏
DataCite Commons2023-10-16 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.1298
下载链接
链接失效反馈
官方服务:
资源简介:
การบริหารจัดการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กรณีศึกษา มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะการบริหารจัดการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปกรณีศึกษา มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.) 2) ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารจัดการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปกรณีศึกษา มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.) 3) ศึกษาปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดและเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปกรณีศึกษา มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 1) ผู้นำเครือข่าย 2) ประธานเครือข่าย 3) ผู้แทนศิลปิน 4) ผู้รับบริการ รวมทั้งสิ้น 10 คน โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นกระบวนวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการทบทวนวรรณกรรม ข้อมูลเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi–Structured Interview) โดยมีการกำหนดคำถามการสัมภาษณ์ไว้เป็นแนวทางและเป็นคำถามแบบปลายเปิด จากการศึกษาพบว่า เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป มีลักษณะการเติบโตของเครือข่ายเป็นไปตามแนวคิดการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยเครือข่าย (Network Governance) โดยมีลักษณะการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยเครือข่ายแบบผสม (Hybrid Forms of Network Governance: HFNG) ที่เกิดจากการรวมตัวอย่างเป็นทางการภายใต้การแต่งตั้งจากรัฐบาล มีการดำเนินงานและกิจกรรมเพื่อผลักดันนโยบายด้านศิลปะและวัฒนธรรม ในขณะนั้นถือเป็นองค์การทำหน้าที่เฉพาะ (NAO) ในขณะเดียวกันยังปรากฏการทำงานภายใต้แบบจัดการตนเอง (Self-Governed) ในวงกว้าง และในระยะต่อมาเมื่อหมดวาระของการปปฏิรูป เครือข่ายได้มีการปรับตัวเป็นองค์กรประเภทมูลนิธิที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล (ไม่แสวงหาผลกำไร) ในนามมูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน (สศช.) ถือเป็นการปรับรูปแบบเครือข่ายในลักษณะเครือข่ายแบบผสม (HFNG) เพื่อปรับให้องค์การ เกิดการประสานงานเครือข่าย และการจัดบริการสาธารณะด้านศิลปวัฒนธรรมได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้านปัจจัยที่ส่งผลให้เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปประสบความสำเร็จในการจัดบริการสาธารณะด้านศิลปวัฒนธรรมพบว่าปัจจัยแรก พันธกิจเครือข่ายชัดเจนและให้การยอมรับร่วมกัน ปัจจัยที่สอง การบูรณาการเครือข่ายเป็นสถาบันทางการ พบว่า มีทั้งการยกระดับจากการรวมตัวของเครือข่ายแบบหลวม ๆ ไปสู่การจัดวางโครงสร้างเชิงสถาบันที่เป็นทางการ ผ่านกลไกเวทีรับฟังความคิดเห็น ปัจจัยที่สาม การเลือกหุ้นส่วนที่เหมาะสม พบว่า ผู้นำเครือข่ายพิจารณาและเลือกสมาชิกจากศิลปินที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งระดับชาติและพื้นบ้าน รวมทั้งนักจัดการด้านวัฒนธรรมที่มีผลงานชัดเจน โดยจะต้องมีค่านิยมร่วม ในการขับเคลื่อนนโยบาย ปัจจัยที่สี่ การจัดวางโครงสร้างเครือข่ายเหมาะสม พบว่า การที่เครือข่ายระดมศิลปินและนักจัดการวัฒนธรรมเข้ามามีส่วนร่วม ปัจจัยที่ห้า ความสามารถของหน่วยงานผู้นำเครือข่าย พบว่า เดิมผู้นำได้รับการยอมรับจากสมาชิกเป็นทุนเดิมในฐานะผู้มีบารมี เป็นที่เคารพนับถือของสมาชิก สมาชิกให้ความเชื่อมั่น ปัจจัยที่หก การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พบว่า มีทั้งการสื่อสารในลักษณะผสมผสานทั้งการสื่อสารแบบทางเดียวและการสื่อสารแบบสองทาง ปัจจัยที่เจ็ด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของเครือข่าย พบว่า มีทั้งการจัดเวทีเสวนา ประชุมพบปะกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสมาชิกทุกคนมีความสำคัญหรือมีคุณค่าต่อเครือข่ายและเป็นเจ้าของร่วมกัน ปัจจัยที่แปด การสนับสนุนและกำกับดูแลสมาชิกที่ดี พบว่า การตัดสินใจใช้รูปแบบฉันทามติ เน้นการกระจายอำนาจมี การสื่อสารที่ต่อเนื่อง ปัจจัยที่เก้า การพัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถเครือข่ายพบว่า มีการปลูกฝังความตระหนักในคุณค่า การเสริมทักษะและความรู้ การเปิดพื้นที่แสดงออกให้เด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน ปัจจัยสุดท้าย การมีแผนงานในอนาคตรองรับการเปลี่ยนแปลง พบว่า มีการกำหนดแผนการดำเนินงานที่สอดกับทิศทางและบริบทการปฏิรูประเทศ คำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ระดมศิลปินที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะส่งผลต่อการยกระดับการขับเคลื่อปละผลักดันนโยบายด้านศิลปะและวัฒนธรรมของเครือข่ายให้ประสบความเสร็จ แบ่งเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) กระทรงวัฒนธรรม ควรเข้ามาทำหน้าที่สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งองค์กรศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งควรจะเป็นองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริม พัฒนา ปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ เผยแพร่ และสืบสานงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมอันหลากหลาย 2) เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป ควรมีการพัฒนาแผนแม่บทระดับชาติว่าด้วยศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาผู้สร้าง ผู้เสพ และผู้สนับสนุนงานศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้ฐานคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม 3) มูลนิธิสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรม สศช. ควรเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเยาวชนต้นแบบในการอนุรักษ์ สานงานศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่

本研究以艺术家网络改革管理为主题,以大众文化艺术发展基金会(สศช.)为案例研究对象,研究目标如下:1)剖析大众文化艺术发展基金会(สศช.)艺术家网络改革管理的运作模式;2)探究该基金会艺术家网络改革管理的成功影响因素;3)梳理其面临的问题、障碍与限制,并提出针对性的管理优化路径。 本研究的研究样本共10人,分为四组:1)网络负责人;2)网络主席;3)艺术家代表;4)服务对象。 本研究采用质性研究(Qualitative Research)范式,通过文献梳理、文档资料分析以及半结构化深度访谈(Semi–Structured Interview, In-Depth Interview)开展,访谈以开放式问题为核心,遵循预设的访谈框架。 研究发现,该改革艺术家网络的成长路径契合网络治理(Network Governance)的城市治理理念,具体采用混合式网络治理模式(Hybrid Forms of Network Governance: HFNG):早期由政府任命组建官方团体,开展艺术文化相关政策推广工作,彼时作为特定任务组织(NAO)运作;同时在较大范围内实行自我治理(Self-Governed)模式。改革周期结束后,该网络转型为非营利法人基金会——大众文化艺术发展基金会(สศช.),延续混合式网络治理模式(HFNG),以实现高效的网络协同与广受认可的艺术文化公共服务供给。 关于该改革艺术家网络提供艺术文化公共服务的成功影响因素,研究共总结出十项核心要素:1)清晰且获全员认同的网络使命愿景;2)网络的制度化整合:从松散的民间团体升级为官方正式的制度化架构,通过民意征询机制落地实施;3)甄选适配的合作方:网络负责人会遴选兼具国内与本土影响力的艺术家,以及成果显著的文化从业者,且要求成员具备共同的核心价值观以驱动政策落地;4)搭建适配的网络架构:吸纳艺术家与文化从业者共同参与治理;5)网络负责人的能力素养:早期负责人凭借自身声望与成员信任,成为网络的核心凝聚力来源;6)高效的沟通机制:采用单向与双向结合的混合式沟通模式;7)构建优质的网络关系:通过持续举办研讨会、见面会等活动,强化成员的归属感与主体意识,让每位成员都能感知自身的价值与共同所有者身份;8)完善的成员支持与管理机制:采用共识型决策模式,注重权力下放,并保持持续沟通;9)网络能力体系建设:通过培育成员的文化价值认知、提升专业技能,为青少年打造清晰的展示平台;10)前瞻性的未来规划:制定契合国家改革方向与发展语境的行动计划,兼顾多方主体的均衡参与,持续吸纳优质艺术家参与合作。 研究者针对推动该网络的艺术文化政策落地与效能提升,提出三项政策建议:1)文化主管部门应牵头组建国家级艺术文化社会组织,以推动多元艺术文化的传承、保护、复兴、推广与可持续发展;2)该改革艺术家网络应牵头制定国家级艺术文化发展总体规划,以培育创作者、受众与支持者,并依托艺术文化核心价值打造经济与社会附加值;3)大众文化艺术发展基金会(สศช.)应作为核心主体,推动创新性文化活动开展,培育青少年文化传承与创作的标杆群体,守护本土艺术文化遗产。
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-10-16
二维码
社区交流群
二维码
科研交流群
商业服务