ปัญหาการนำระบบไต่สวนมาใช้ในการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป
收藏DataCite Commons2023-02-03 更新2025-04-16 收录
下载链接:
http://doi.nrct.go.th/?page=resolve_doi&resolve_doi=10.14457/TU.the.2022.90
下载链接
链接失效反馈官方服务:
资源简介:
ในมุมมองของกฎหมายพยานหลักฐาน การพิจารณาคดีของประเทศไทยเป็นการดำเนินคดีในรูปแบบของระบบผสม โดยมีวิธีพิจารณาแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทคดี ในส่วนของการพิจารณาคดีอาญาทั่วไปนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแม้จะไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้ใช้ระบบการพิจารณาคดีในระบบใด แต่ก็เห็นได้ว่ามีการบัญญัติให้อำนาจผู้พิพากษาได้ค้นหาความจริงในเชิงรุก และมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง อันเป็นการบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในลักษณะของระบบไต่สวนในมุมมองของกฎหมายพยานหลักฐาน แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติกลับพบว่าการพิจารณาคดีอาญาทั่วไปในชั้นพิจารณาของศาล ผู้พิพากษากลับไม่ได้ใช้บทบาทเชิงรุกในการค้นหาความจริงตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ แต่กลับใช้วิธีพิจารณาคดีโดยให้คู่ความฝ่ายโจทก์และจำเลยทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบผ่านระบบการถามค้าน โดยศาลวางตัวเป็นกลางโดยเคร่งครัด ไม่เข้าไปร่วมค้นหาความจริงในคดีด้วย อันเป็นการทำหน้าที่พิจารณาคดีในลักษณะของระบบกล่าวหาในมุมมองของกฎหมายพยานหลักฐาน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกับลักษณะของการดำเนินคดีอาญาที่การพิจารณาพิพากษาคดี เป็นไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผู้กระทำความผิดที่แท้จริงมาลงโทษ และปล่อยตัวผู้บริสุทธิ์ไป ซึ่งคำพิพากษาควรต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงแท้ของเรื่อง (truth) เป็นสำคัญ ประกอบกับความสอดคล้องเหมาะสมกับการที่ประเทศไทยใช้กระบวนการดำเนินคดีอาญาตามหลักการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ (public prosecution) ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญาล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ต้องกระตือรือร้นร่วมกันค้นหาความจริงในคดีอาญา จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้พิพากษาวางตัวเป็นกลางโดยเคร่งครัด โดยไม่มีบทบาทเชิงรุกในการค้นหาความจริงในคดีอาญาทั่วไป โดยการพิจารณาคดีในระบบกล่าวหา อาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั่วไปในบางกรณีไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความจริงแท้ของเรื่องเท่าที่ควร โดยอาจเกิดการแพ้ชนะคดีกันด้วยเหตุผลในทางเทคนิคของกฎหมาย และก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยในระบบกล่าวหาจำเป็นต้องอาศัยทนายความในการนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ หรือเหตุอันเป็นประโยชน์ต่อความรับผิดในทางอาญาของจำเลย ซึ่งความจริงแล้วฐานะทางเศรษฐกิจในการว่าจ้างทนายความไม่ควรเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพในการค้นหาความจริงของผู้ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำระบบไต่สวนมาใช้ในการพิจารณาคดีอาญาทั่วไปแล้วพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคบางประการที่ไม่สามารถนำระบบไต่สวนมาปรับใช้ได้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ใช้ระบบไต่สวน และกระบวนการต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับการพิจารณาคดีในระบบไต่สวนเหมือนอย่างกฎหมายวิธีพิจารณาความเฉพาะเรื่องอื่น ๆ หรือปัญหาเกี่ยวกับระเบียบจริยธรรมของตุลาการซึ่งได้รับผลกระทบจากการบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความที่ไม่ชัดเจนถึงอำนาจค้นหาความจริงของผู้พิพากษา และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับหลักความเป็นกลางของผู้พิพากษา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนละเรื่องกัน ทำให้การที่ผู้พิพากษาจะใช้บทบาทเชิงรุกในการค้นหาความจริงอาจถูกตั้งข้อครหาว่าไม่เป็นกลาง และทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อการใช้บทบาทค้นหาความจริงเชิงรุกว่าอาจขัดต่อจริยธรรมได้ และปัญหาเกี่ยวกับปริมาณงานคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลจำนวนมากไม่สอดคล้องกับปริมาณผู้พิพากษาที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้น ทำให้ผู้พิพากษาไม่อาจให้ความสำคัญกับการค้นหาความจริงในคดีอาญาโดยละเอียดด้วยตนเองได้ทุกคดี จากปัญหาและจากการศึกษา ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่าควรปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ชัดเจนถึงอำนาจของผู้พิพากษาที่สามารถค้นหาความจริง และเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมได้ ตามหลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวน โดยกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีว่าคดีใดที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมอย่างร้ายแรง หรือเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ ก็สามารถค้นหาความจริงเชิงรุกได้ โดยเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่งมาตรา 175 มาตรา 228 และมาตรา 229 เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับวิธิพิจารณาคดีอาญาทั่วไปในระบบไต่สวน
提供机构:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
创建时间:
2023-02-03



